ผลเสมอ (ที่เกือบชนะ) จากความบ้าคลั่งของ “บิเอลซ่า” และ “ลีดส์”

หากใครได้ดูรูปเกมระหว่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด พบ แมนฯซิตี้ ในครึ่งแรกต้องบอกว่าหากทีมของ เป๊ป กวาดิโอล่า มีกองหน้าธรรมชาติน่าปิดเกมตั้งแต่ไก่โห่ไม่ต่ำกว่า 3 ลูก
ผมสัมผัสได้ว่าวันนี้ “ยูงทอง” มีความห้าวเหมือนเคยก็จริงแต่แฝงไว้ด้วยความกลัวในตัวผู้เล่น “เรือใบ” และไม่สามารถรับมือกับความกดดันเวลาถูกเพรสได้เลย
เกือบทุกๆจังหวะบอลไม่ว่าจะตรงไหนของสนามเราได้เห็นความ “กลัว” ของแข้ง ลีดส์ ที่มีต่อฝั่ง ซิตี้ ไปซะหมด
การตั้งบอลจากแดนหลังขึ้นมาทุกลักทุเลโดยเฉพาะ แคลวิน ฟิลลิปส์ ถูก เดอ บรอยน์ เข้ารับกวนแย่งบอลในระยะอันตราย 30 หลา 2-3 หนจนเหมือนบอลคนละระดับชั้นกัน
กลางของเจ้าถิ่นบอกได้คำเดียวว่า “สู้ไม่ได้” ยิ่งเล่นยิ่งเป็นภาระ โดนเจาะหลุดคือถึงหน้าประตู ปล่อยให้ เดอ บรอยน์, สเตอร์ลิ่ง, ตอร์เรส และ มาห์เรซ ผลัดกันดาหน้าไม่ขาดสาย
แต่ทั้งหมดทั้งมวลผมคิดว่าแข้ง “เรือใบ” ตั้งใจจะแก้ตัวหลังแพ้ เลสเตอร์ มายับเยิน 5-2 และไม่มีอะไรดีกว่าจะหยุดความห้าวของ “ยูงทอง” ที่เกือบล้ม ลิเวอร์พูล มาแล้วในนัดเปิดสนาม
เราจึงเห็นเด็ก “เป๊ป” วิ่งลืมตายไล่บอลดุดันและตั้งใจจะตุนสกอร์ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
อย่างไรก็ดีด้วยพลังงานที่ถูกใช้ไปและจบครึ่งแรกยิงได้แค่ลูกเดียว ทำให้ 45 นาทีหลังจึงถูก reverse กลับด้านเป็นลูกทีม มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ที่กลับมาเป็นตัวของตัวเอง
ผมมั่นใจว่าในระหว่างพักครึ่งโค้ชวัย 65 ปีผู้นี้หยิบยกประเด็นที่เด็กๆ “กลัว” แข้ง ซิตี้ กลายเป็นไม่มั่นใจจนเล่นไม่เหมือนเดิม
แต่ด้วยสกอร์ที่ตามหลัง 1-0 การกระตุ้นนี้จึงมีเหตุผลรองรับให้เด็กๆลงสนามผิดกับครึ่งแรกชัดเจนครับ
ชัดเจนตรงที่ว่ากลางออกบอลไวขึ้น คนรับบอลขยับให้เพื่อนเห็นมากขึ้น และที่สำคัญนักเตะ ลีดส์ มอง แข้ง “เรือใบ” size เท่ากันครับ การเข้าบอลถึงเนื้อถึงตัวและแย่งได้อยู่หมัด ที่สำคัญ “แทบ” ไม่ฟาว์ลด้วยครับ มันเด็ดตรงนี้แหละ
การเพรสของ ซิตี้ ก็เริ่มหลวมตามกำลังกายที่ลดลงทำให้แข้ง ลีดส์ ได้ตั้งบอลจากหลังขึ้นมาง่ายขึ้นกว่าครึ่งแรกเยอะมาก โดยเฉพาะ KDB ที่ครึ่งแรกวิ่งไปช่วยเกมรับและรุกจนช่วยอะไรมากกว่านี้ไม่ได้
เมื่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมารวมกับตัวสำรองอย่าง โรดริโก้ และ โปเดว่า ทำให้ 45 นาทีหลังทำให้ “ยูงทอง” เล่นเป็นคนละทีมกับครึ่งแรกไปเลยครับ
การขึ้นบอลของ ลีดส์ เมื่อมาหยุดที่ 2 คนนี้สามารถสร้างความแตกต่างได้ทันที เสียบอลยาก เอาตัวรอดเวลาถูกบีบ ไม่เหมือนครึ่งแรกที่โดนรุมโดนต้อนก็จบเห่
ตรงนี้เองครับที่ทำให้รูปเกมของน้องใหม่อยู่ใน level ที่ต่อกรกับ ซิตี้ ที่กำลังอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
จะว่าไปแล้วในครึ่งแรกตอนที่ ลีดส์ ถูกกดอย่างหนักทำให้แนวรับของ ซิตี้ ไม่ได้ถูกท้าทายอะไรมากนักขนาด โรดรี้ ที่หมดสภาพในเกมแพ้ “จิ้งจอก” ยังแอบดูดี
แต่พอครึ่งหลังเมื่อรูปเกมเปลี่ยน ภัยอันตรายเริ่มมาถึงตัว เราจึงได้เห็นคนอ่อนแอไม่เหมาะกับสภาพการแลกไม่มีหยุดนี้ทันที
ใช่ครับ เมนดี้ กลายเป็นจุดที่ถูกเจาะอย่างหนัก (โดย โปเดว่า) และโดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 71 จริงๆแกอาการออกตั้งแต่ช่วงทดเจ็บครึ่งแรกที่ไปโชว์เหนือดูดบอลลงจนถูก ลุค อายลิง หลุดเดี่ยวไปดวลกับ เอแดร์ซอน
ผลงาน ลีดส์ ผ่านมา 4 นัด (ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1) สถิติการครองบอลและจ่ายบอลสำเร็จมากกว่าทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนฯซิตี้ ที่เป็น 2 ตัวรุ่นท็อปใหญ่สุด ณ เวลานี้มันฟ้องชัดเจนว่า ลีดส์ ไม่ได้ฟลุ้กเลย
ในเรื่องระดับความฟิต พวกเราต่างก็เป็นสักขีพยานตั้งแต่นัดเปิดสนามแล้วนะครับว่าวิ่งสู้กับ “หงส์แดง” ไม่มีหมดตลอดทั้ง 90 นาที
ผมมองว่านัดนี้ทั้ง ลีดส์ และ ซิตี้ ต่างขาดกองหน้าคมๆเมื่อดูจากโอกาสจะๆที่ไม่ควรจะจบลงที่แค่ 1-1
ซีซั่นนี้ “เรือใบ” ออกตัวหนืดกว่าทุกๆครั้งชนะแค่ 1 จาก 3 นัดซึ่งเราอาจไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักเพราะปกติลูกทีม “เป๊ป” จะขยันโกยแต้มอย่างหนักนำฝูงตั้งแต่นัดแรก
อย่างไรก็ตามผมยังเชื่อในระบบและศักยภาพของ แมนฯซิตี้ อยู่ครับ แม้กระทั่งในเกมที่แพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ หรือล่าสุด เสมอกับ ลีดส์
ผมคิดว่าเกมมันน่าจะจบไปตั้งแต่ครึ่งแรกแล้วหาก “เรือใบ” คมและจบสกอร์ในช่วงที่ตัวเองพีคสุด เผลอๆน่าจะไปหยุดที่ 3-0 ด้วยซ้ำ
ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วทีมของ เป๊ป จะเข้าที่เข้าทางโกยแต้มกลับมาสู่หัวตารางได้แน่ๆ
ในขณะเดียวกันเราก็ต้องให้เครดิตกับ ลีดส์ ที่คู่ต่อสู้หยิบยื่นโชคมาให้อย่างเดียวไม่พอคุณต้องมีของด้วย หาไม่แล้วจะต่อกรกับเต็ง 1 จนจบเกมครองบอลมากกว่าได้ยังไงใช่ไหมครับ?
ความบ้าของ บิเอลซ่า มันส่งต่อมาถึงลูกทีมจนเราสัมผัสได้ คนบ้าอะไรอายุใกล้ 70 แต่นั่งยองลุกนั่งชิวๆเหมือนเด็กวัยรุ่น ในขณะที่ใครหลายๆคนอายุเข้าเลข 4 เป็นท่าต้องห้ามด้วยซ้ำ
สิ่งที่น่าสนใจและผมอยากรอดูบทสรุปในบั้นปลายคือ ลีดส์ จะคงรักษาความฟิตและวิ่งบ้าแบบนี้ได้ไปถึงเดือนไหนเพราะสมัย เยอร์เก้น คล็อปป์ คุม ลิเวอร์พูล ใหม่ๆก็ใช้วิธีนี้จนผลงานดีแค่ในช่วง 1-2 เดือนแรก
จน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ออกมาเตือนว่าการเล่นในลักษณะนี้ในพรีเมียร์ลีกถือว่าอันตรายเป็นอย่างยิ่งและสุดท้ายจะทำให้นักเตะพากันเจ็บหรือไม่ก็กรอบในช่วงใดช่วงหนึ่งของปี
ท้ายที่สุดบทสรุปจะออกมาแบบไหนแต่ผมเชื่อว่าตอนนี้คงไม่มีใครอยากเล่นกับ ลีดส์ แน่ๆครับ…
อ่านต่อได้ที่:https://foxz16688.blogspot.com/


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น